SET Index ปิดที่ 1,464.43 จุดในวันที่ 8 เมษายน 2026 บวกเพิ่ม 0.72% จากเซสชั่นก่อนหน้า และสะสมผลตอบแทน 14% นับตั้งแต่ต้นปี ตัวเลขนี้ผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยก้าวขึ้นสู่อันดับสองของเอเชียใน Q1 2026 รองจากตลาดที่มีแรงหนุนจากการเก็งกำไรเทคโนโลยีในภูมิภาค ทีม Royal Binary วิเคราะห์ว่าการฟื้นตัวครั้งนี้มีรากฐานมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงกระแสเก็งกำไรระยะสั้น
ปัจจัยที่ขับเคลื่อน SET ในไตรมาสแรก
การท่องเที่ยว: เครื่องยนต์หลักที่กลับมาเดินเครื่อง
ภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักมากที่สุดในการฟื้นตัวของตลาดรอบนี้ ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยใน Q1 2026 แสดงทิศทางขาขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและตะวันออกกลางที่กลับมาใช้จ่ายในระดับก่อนโควิด กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงครอบคลุมสายการบิน โรงแรมและรีสอร์ต ค้าปลีก รวมถึงผู้ประกอบการสถานที่ท่องเที่ยว
นักวิเคราะห์ของ Royal Binary สังเกตว่า Google Trends สำหรับคำค้นหาเกี่ยวกับการเดินทางในประเทศและต่างประเทศของผู้ใช้ชาวไทยยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าการบริโภคภาคท่องเที่ยวในประเทศก็ยังแข็งแกร่งควบคู่ไปด้วย ปรากฏการณ์นี้สร้างรายได้ในสองทิศทางให้กับบริษัทท่องเที่ยวที่จดทะเบียนในตลาด
การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์: เส้นเลือดใหญ่ที่ยังไหลแรง
การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักของดุลการชำระเงินและรายได้ภาคเอกชน ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยเป็นส่วนสำคัญได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์โลกที่ยังไม่ชะลอตัว โดยเฉพาะความต้องการชิ้นส่วนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่ง Trends data แสดงการเติบโตสูงถึง 1,000% เมื่อเทียบปีต่อปี บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน EV ทั้งฝั่งผลิตและฝั่งโลจิสติกส์จึงถือเป็นกลุ่มที่มีโมเมนตัมน่าสนใจ
ธนาคาร: ฐานทุนแข็งแกร่งในยุคดอกเบี้ยขาลง
ภาคธนาคารไทยเข้าสู่ปี 2026 ด้วยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ที่อยู่ในระดับที่ BOT กำหนด และคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ครึ่งหลังของปีที่แล้ว ทีม Royal Binary วิเคราะห์ว่าสภาพแวดล้อมอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2026 จะส่งผลสองด้านต่อธนาคาร
ด้านหนึ่ง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) อาจถูกกดดันหากต้นทุนเงินฝากลดลงช้ากว่าอัตราสินเชื่อ แต่อีกด้านหนึ่ง ภาระการชำระหนี้ของลูกค้าจะลดลง ทำให้ NPL มีโอกาสปรับตัวลง และความสามารถในการปล่อยสินเชื่อรายใหม่จะขยายตัว โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยและ SME ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญของธนาคารพาณิชย์ไทย
ทิศทางนโยบาย BOT และผลกระทบต่อตลาดทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวังตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพของระบบการเงินควบคู่กัน สัญญาณจากการประชุม กนง. ล่าสุดบ่งชี้ว่าคณะกรรมการเปิดกว้างต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในกรณีที่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบและเศรษฐกิจต้องการแรงหนุนเพิ่มเติม
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ นักวิเคราะห์ของ Royal Binary ชี้ว่าการแข็งค่าของบาทในระดับปานกลางจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น สายการบินและโรงไฟฟ้า ขณะที่การอ่อนค่าของบาทจะส่งผลดีต่อผู้ส่งออก ความสมดุลของค่าเงินจึงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามใกล้ชิดในช่วง Q2-Q3 2026
สินค้าโภคภัณฑ์: ทองคำและน้ำมันในพอร์ตนักลงทุนไทย
ข้อมูล Google Trends ของไทยแสดงให้เห็นว่าความสนใจเรื่องทองคำอยู่ที่ระดับสูงกว่า 50,000 ครั้งต่อเดือน ขณะที่น้ำมันอยู่ที่ราว 20,000 ครั้ง ตัวเลขนี้สะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนไทยที่มองทองคำเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในยามที่ตลาดหุ้นขึ้นแรง
ทีม Royal Binary วิเคราะห์ว่าการถือทองคำในพอร์ตผ่านกองทุนรวมทองคำหรือ ETF ทองคำที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยนั้นยังมีบทบาทในการลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต โดยเฉพาะในสภาวะที่ตลาดหุ้นโลกได้รับแรงกดดันจากนโยบายการเงินของ Fed และ FOMC ในสหรัฐฯ ส่วนราคาน้ำมันนั้น นักลงทุนที่สนใจ exposure ต่อพลังงานอาจพิจารณาหุ้นกลุ่มพลังงานในตลาดหลักทรัพย์ไทยแทนการลงทุนในฟิวเจอร์สโดยตรง เพราะมีความซับซ้อนน้อยกว่าและมีสภาพคล่องที่เหมาะสม
แนวทางจัดสรรพอร์ตในช่วงที่เหลือของปี 2026
หุ้นเทียบกับตราสารหนี้
นักวิเคราะห์ของ Royal Binary เสนอกรอบการคิดดังต่อไปนี้สำหรับนักลงทุนไทยที่กำลังพิจารณาจัดสรรพอร์ต
กลุ่มที่อาจรับน้ำหนักเพิ่ม (Overweight candidates):
- หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและการบริการที่มีรายได้ฟื้นตัวชัดเจนพร้อมปันผลที่น่าสนใจ
- หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีฐานทุนแข็งแกร่งและ ROE คงที่
- หุ้นกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน EV ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุน FDI ในอุตสาหกรรมยานยนต์
ตราสารหนี้และสินทรัพย์รายได้ประจำ: ในสภาพแวดล้อมที่ BOT มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาลระยะกลาง (5-10 ปี) อาจให้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นจาก capital gain เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับลง สำหรับนักลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ การถือพันธบัตรไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างรายได้ประจำยังคงเหมาะสม
ทีม Royal Binary แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาสัดส่วนการถือครองหุ้นเทียบตราสารหนี้ตามเป้าหมายและระยะเวลาการลงทุนส่วนบุคคล มากกว่าการไล่ตามโมเมนตัมตลาดในช่วงที่ดัชนีปรับขึ้นแล้ว
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
ตลาดที่ขึ้นมา 14% ใน Q1 เพียงไตรมาสเดียวนั้นนำมาซึ่งโอกาสแต่ก็มาพร้อมกับ valuation ที่แพงขึ้นในบางกลุ่ม นักวิเคราะห์ของ Royal Binary ระบุความเสี่ยงหลักดังนี้
ความเสี่ยงภายนอก:
- การเปลี่ยนแปลงนโยบาย Fed/FOMC ที่เร็วกว่าคาด อาจทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์
- ราคาน้ำมันที่ผันผวนและผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจในประเทศ
ความเสี่ยงภายใน:
- หนี้ครัวเรือนในระดับสูงอาจชะลอการบริโภคและการปล่อยสินเชื่อรายย่อย
- ฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีความผันผวนตามสภาพอากาศและเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้
- การแข่งขันด้านราคาในกลุ่มสายการบินที่อาจกดดันมาร์จิน
มุมมองเชิงกลยุทธ์จาก Royal Binary
ทีม Royal Binary วิเคราะห์ว่าตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ในช่วงขาขึ้นที่มีรากฐานเชิงพื้นฐาน ทั้งการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การส่งออกที่แข็งแกร่ง และธนาคารที่มีฐานทุนมั่นคง อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีปรับขึ้นเร็วใน Q1 หมายความว่านักลงทุนที่เพิ่งเข้าตลาดในจุดนี้ต้องรับ valuation ที่สูงขึ้นกว่าต้นปี
สำหรับนักลงทุนที่มีขอบฟ้าการลงทุนระยะกลางถึงยาว (3-5 ปีขึ้นไป) การทยอยสะสมหุ้นคุณภาพในกลุ่มที่มีผลประกอบการ (EPS) ที่เติบโตสม่ำเสมอและมีนโยบายปันผลที่ชัดเจนยังคงเป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับพื้นฐานตลาดไทย ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการความผันผวนต่ำอาจพิจารณากองทุนรวมหุ้น SET50 เป็นทางเลือกแทนการเลือกหุ้นรายตัว เพื่อกระจายความเสี่ยงในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง
ผลการดำเนินงานในอดีตและผลตอบแทน 14% ใน Q1 2026 ไม่ได้เป็นการรับประกันผลตอบแทนในอนาคต ตลาดทุนมีความผันผวนเป็นธรรมชาติ และนักลงทุนทุกท่านควรประเมินความเสี่ยงและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน
สำรวจแผนการลงทุนของ Royal Binary ตั้งแต่ Light สำหรับนักลงทุนมือใหม่ ไปจนถึง Advanced สำหรับนักลงทุนที่ต้องการโปรไฟล์ความเสี่ยงสูงขึ้น เปิดบัญชี Royal Binary ฟรีได้ที่ app.royalbinary.io เพื่อเริ่มต้นวางแผนพอร์ตของคุณ


